ประเทศจีน
ก่อนจะรู้จักวันแห่งความรักในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ซึ่งถือเป็นวัฒนธรรมตะวันตก ชาวจีนมีวันแสดงความรักอยู่แล้ว 2 วัน วันแรก คือ จีเจี่ยวยื่อ หรือ วันแห่งความรัก ซึ่งตรงกับวันที่ 7 เดือน 7ตามปฎิทินจีน งานฉลองนี้มาจากตำนานที่ว่า หนุ่มหัวหน้าคนงานก่อสร้างรักกันดูดดื่มกับสาวทอผ้า แต่พบหน้ากันได้เพียงปีละครั้ง โดยอาศัยความช่วยเหลือของฝูงนกที่ร่วมแรงร่วมใจกันสร้างสะพานให้ แต่หลายคนเชื่อว่า วันแห่งความรักที่แท้จริงของชาวจีน คือ ชางหยวนยื่อ ตรงกับ วันที่ 15 เดือนอ้าย ซึ่งมีธรรมเนียมแต่โบราณอนุญาตให้หญิงสาวออกไปเที่ยวนอกบ้านได้ในวันนี้ ปัจจุบัน หนุ่มสาวชาวจีนก็ไม่ต่างจากคนรุ่นใหม่ในประเทศอื่นๆ ที่นิยมฉลองวันวาเลนไทน์แบบตะวันตกมากกว่า มีการส่งดอกไม้ ช็อกโกแลต หรือบัตรอวยพร และออกไปเดินเล่น หรือ กินอาหารค่ำด้วยกัน คนจีนมักแสดงความรักด้วยการให้ของขวัญแม้จะไม่มากมายเท่าชาติอื่นประเทศอังกฤษ
คนอังกฤษถือธรรมเนียมอย่างเคร่งครัดในการให้ของขวัญเป็นเครื่องแสดงความรักในวันวาเลนไทน์ เมื่อปี 2544 ชาวอังกฤษซื้อดอกกุหลาบ 6 ล้านดอกและบัตรอวยพรวาเลนไทน์ 22 ล้านใบ ตัวเลขเหล่านี้น่าประหลาดใจอย่างยิ่งเมื่อเทียบกับจำนวนประชากร 60 ล้านคน แต่คนอังกฤษไม่ได้ใช้เงินซื้อดอกไม้กับบัตรอวยพรเท่านั้น ตัวอย่างเช่น บริษัท Red Letter Days ซึ่งมีสำนักงานใหญ่ในกรุงลอนดอน เสนอแพ็กเกจพิเศษซึ่งราคาก็พิเศษตามไปด้วย โดยเปิดให้ลูกค้าจองที่นั่งรับประทานอาหารมื้อค่ำสุดหรูพร้อมของหวานพูดได้ ซึ่งเป็นการขอแต่งงานนั่นเอง นอกจากนี้ยังมีแพ็กเกจบทเพลงแห่งรักให้เลือก โดยลูกค้าสามารถร้องเพลงหรือบันทึกเพลงรักที่ชอบ รวมทั้งคำมั่นสัญญาซึ่งจะเป็นพยานแห่งรักไปตราบนานเท่านาน หรือในทางตรงกันข้าม อาจกลายเป็นประจักษ์พยานในอนาคตเพื่อเรียกร้องทรัพย์สินให้สาสมกับความรักที่ล่มสลายไป สุดท้ายก็ยังมีตัวเลือกพิเศษสำหรับชาวอังกฤษ “ที่อยากจะกลืนกิน” คนรักเข้าไปทั้งตัว ประติมากรหัวใสคนหนึ่งเสนอบริการพิเศษสุดเนื่องในวันวาเลนไทน์ นั่นคือ ลูกค้าสามารถสั่งปั้นรูปเหมือนคนรักได้ วัสดุในการสร้างงานประติมากรรมนี้คือ ช็อกโกแลต นั่นเอง
นอกจากจะให้และรับของขวัญ หรือ ดอกไม้กันในวันวาเลนไทน์แล้ว ชาวอังกฤษนับพันคน ยังถือเป็นเรื่องจำเป็นที่จะต้องไปที่ทำการไปรษณีย์ในเมืองเลิฟเวอร์ เพื่อให้สารรักที่ส่งออกไปมีตราประทับของเมืองที่ชื่อแสนจะโรแมนติกแห่งนี้
สหรัฐอเมริกา
วันวาเทนไทน์ในอเมริกา เป็นวันพิเศษที่ต้องมีบัตรอวยพร ขนมหวาน ดอกกุหลาบ และอาหารมือค่ำแสนประทับใจ ชาวอเมริกัน สามในสี่ ฉลองโอกาสพิเศษนี้ไม่วิธีใดก็วิธีหนึ่ง ซึ่งล้วนแต่เอิกเกริกสุดๆ คาดกันว่าในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ชาวอเมริกันส่งบัตรอวยพรให้แก่กันถึง 160 ล้านใบ ซึ้อช็อกโกแลตเป็นมูลค่ารวม 40000 ล้านบาท และซื้อดอกกุหลาบ 130 ล้านดอก ชาวอเมริกันจำนวนหนึ่งเลือกดื่มด่ำกับมื้อค่ำเงียบๆอยู่บ้าน แต่ 3 ใน 4 นิยมออกไปกินอาหารนอกบ้านในค่ำคืนพิเศษนี้ ไม่ได้มีเพียงคนรักกันเท่านั้นที่ฉลองเทศกาลวันวาเลนไทน์ บริษัทฮอลมาร์ค ผู้ผลิตบัตรอวยพรชั้นำรายงานว่า ในระยะ2-3 ปีมานี้ ยอดขายบัตรอวยพรสำหรับส่งให้เพื่อนและญาติเพิ่มขึ้นเป็นประวัติการณ์ ผู้เชื่ยวชาญด้านชีวิตคู่ให้ความเห็นว่า ปรากฎการณ์นี้เป็นเรื่องน่ายินดี “วันวาเลนไทน์ไม่ใช่วันแห่งความรักระหว่างหนุ่มสาวเท่านั้น แต่เป็นโอกาสที่เราควรแสดงความรักต่อบุคคลใกล้ชิดเพื่อย้ำให้เห็นว่าพวกเขา ยังสำคัญต่อเราเสมอ”
โปรตุเกส
ตอนเหนือของ ประเทศมีประเพณีท้องถิ่นหลายอย่างเกี่ยวเนื่องกับตัวละครที่เป็นสาวทอผ้า ตำนานเล่าขานกันว่า ขณะปักผ้าเช็ดหน้าขนาดใหญ่เท่าผ้าพันคอให้คนรัก หญิงสาวจะถ่ายทอดความห่วงใยลงไปในผืนผ้านั้น วันใดที่ปักผ้าสำเร็จเสร็จสิ้นก็ถือได้ว่า วันนั้นเป็นวันแห่งความรักของเธอ วันวาเลนไทน์ของสาวแต่ละคนจึงไม่ใช่วันเดียวกันเสมอไป หากชายหนุ่มผูกผ้าเช็ดหน้าผืนนั้นรอบคอขณะออกไปเดินเล่นในวันอาทิตย์ ย่อมแสดงว่า เขายอมรับต่อสาธารณชนถึงความผูกฟันที่มีต่อหญิงผู้ให้ผ้าเช็ดหน้าเป็นของ กำนัล เขาจะส่งผ้าคืนให้เธอ
เม็กซิโก
แม้สังคมคน หนุ่มสาวชาวเม็กซิกันจะหาเรื่องรักหวานซึ้งได้ยากขึ้นไปทุกที แต่ประเพณีที่โรแมนติกหลายอย่างก็ยังดำเนินต่อไป ในบางท้องถ้านยังถือธรรมเนียม “การขโมยเจ้าสาวอยู่” กระบวนการที่เกิดแล้วเกิดเล่านี้ เริ่มจากหนุ่มสาวแอบพบกันลับๆแล้วถูกผู้ใหญ่จับได้ จึงถึงเวลาต้องขโมยเจ้าสาว ตกค่ำวันนัดหมาย ขายหนุ่มอาศัยความมืดพรางตัวเข้าไปหาหญิงสาวถึงในบ้านด้วยวิธีต่างๆกันไป เช่น ขี่ม้า ขับรถ ขี่มอเตอร์ไซด์ เดินเท้า เป็นต้น จะดอดเข้าไปด้วยวิธีใดไม่สำคัญ ขอให้หญิงสาวใจอ่อนยอมหนีออกจากบ้านไปกับเขาก็เป็นพอ ครั้นเหตุการณ์ล่วงเลยถึงขั้นนี้ พ่อแม่ฝ่ายหญิงก็ต้องตกกระไดพลอยโจนยอมให้ทั้งคู่แต่งงานกันโดยจัดพิธีสมรส ขึ้นโดยเร็วที่สุด เรื่องแสดงออกเมื่อตกอยู่ในห้วงรักนั้น ชาวเม็กซิกันทำได้ไม่แพ้ชนชาติอื่นอยู่แล้ว ธรรมเนียมหนึ่งซึ่งแพร่หลายทั่วประเทศ และยังมีให้เห็นอยู่ คือ การขับเพลงเกี้ยวสาวโดยชายหนุ่มจะนำกลุ่มนำดนตรีไปยังบ้านหญิงสาวที่เขาหมาย ปองในตอนค่ำ แล้วตั้งวงบรรเลงเพลงรักหวานซึ้งไปเรื่อยจนกว่าเธอจะใจอ่อนยอมออกมาต้อนรับ ขับสู้ หากเธอไม่เปิดประตูรับ ก็เป็นที่รู้กันว่า เธอไม่มีเยื่อใยไมตรีแต่อย่างใด
สเปน
หนุ่มสาวชาว สเปนมองการเกี้ยวพาราสีเป็นเรื่องล้าสมัย พอๆกับธรรมเนียมเก่าแก่ที่ฝ่ายชายมักซื้อของกำนัลไปมอบให้หญิงสาวเพื่อให้ เธอใจอ่อน ย้อนไปครั้งโบราณกาล พวกนักศึกษาหนุ่มฐานะยากจนต้องหาเลี้ยงชีพด้วยการร้องเพลงในร้านอาหาร จึงมักใช้ทักษะทางดนตรีในการพิชิตหัวใจสาว แม้วันเวลาจะผ่านไปหลายร้อยปี วิธีโบร่ำโบราณแบบนี้ยังพอมีให้เห็นอยู่บ้างในสเปน และเชื่อกันว่าหลายประเทศในแถบละตินอเมริกาที่เคยอยู่ใต้อาณัติของสเปนก็รับ เอาธรรมเนียนนี้ไปใช้ โดยปรับกันไปบ้างตามความสามารถในการดัดแปลงของแต่ละท้องถิ่น ทุกวันนี้ ในสเปนยังมีกลุ่มชายหนุ่มที่หลงรักดนตรีธรรมเนียมโบราณอยู่บ้าง และคนกลุ่มนี้ซึ่งชื่นชอบ “ชีวิตกลางคืน” มักจะแต่งกายเหมือนอยู่ในยุค 700 ปีก่อน คือ สวมเสื้อคลุมตัวยาว ถือกีตาร์คู่ชีพตะเวนไปตามท้องถนนเพื่อจีบสาว พวกเขาอาจจ้องเพลงอยู่ในมุมมือของบาร์หรือตามลานกว้างที่ผู้คนผ่านไปมา
ประเทศไทย
คนไทยไม่น้อยหน้าใครอยู่แล้วในเรื่องวันแห่งความรัก หลายคนไปไกลถึงขนาดถือเอาวันนี้เป็นวันดีในการเริ่มต้นชีวิตคู่และเพื่อความเป็นสิริมงคลยิ่งขึ้นก็เลือกไปจดทะเบียนสมรสที่เขตบางรักในกรุงเทพมหานคร ในรอบปีที่ผ่านมานี้เฉพาะวันที่ 14 กุมภาพันธ์ มีบ่าวสาวอย่างน้อย คู่ไปจดทะเบียนที่เขตบางรัก บางปีมีมากถึงกว่า คู่ในอดีต หนุ่มสาวมักใช้วิธีร้องเพลงเกี้ยวพาราสีตามเทศกาลงานบุญต่างๆ เพื่อแดสงความชอบพอกัน ที่ภาคเหนือ มีประเพณีที่เรียกว่า “แอ่วอู้สาว” หรือไปเที่ยวบ้านสาวเพื่อพูดคุย หนุ่มอาจไปคนเดียว หรือมีเพื่อน บางครั้งมีเครื่องดนตรีดีดสีตีเป่า ขับซอ หรือร้องเพลงไปด้วย สาวจะจุดไต้นั่งอยู่เรือนโดยมีเพื่อนสาวหรือสตรีอาวุโสมานั่งอยู่ด้วย
อย่างไรก็ตาม ชายหนุ่มไม่มีสิทธิ์แตะเนื้อต้องตัวหญิงสาวเด็ดขาด หากฝ่าฝืนซึ่งเรียกว่า “ผิดผี” ผู้ชายจะต้องส่งดอกไม้ธูปเทียนไปขอขมาต่อครอบครัวของฝ่ายหญิง ถ้ามีการตกลงยกให้ หนุ่มสาวก็จะได้อยู่กินฉันสามีภรรยา
ทุกวันนี้ การแสดงออกซึ่งความรักของหนุ่มสาวไทย ก็ไม่ต่างกับนานาประเทศที่เสรี และตรงไปตรงมามากขึ้น
ที่มา www.klothailand.com
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น